บริการทางกฎหมายสตาร์ทอัพและข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยงก่อนเซ็น
ทำไมสตาร์ทอัพไทยมักเจอปัญหากฎหมายตั้งแต่ปีแรก
สตาร์ทอัพส่วนใหญ่เริ่มจากความเร็ว ทีมงานสามคนเขียนโค้ดในคอนโด รับลูกค้ารายแรกผ่านโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว แล้วค่อยคิดเรื่องจดทะเบียนบริษัททีหลัง ปัญหาคือเมื่อมีนักลงทุนรายแรกสนใจและขอดูเอกสารนิติบุคคล ทุกอย่างที่ไม่ได้ทำไว้ตั้งแต่ต้นกลายเป็นงานด่วนที่ต้องแก้ย้อนหลัง ซึ่งแพงกว่าและช้ากว่าการทำ sejak แรกอยู่หลายเท่า
ค่าที่ปรึกษากฎหมายสำหรับงานจัดตั้งบริษัทในกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 15,000–40,000 บาท ขึ้นกับความซับซ้อนของโครงสร้างผู้ถือหุ้น และค่าจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอีกประมาณ 5,500 บาทสำหรับทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ตัวเลขนี้ฟังดูไม่มากเมื่อเทียบกับค่าปรับหรือคดีความที่อาจตามมา ถ้าสัญญาผู้ถือหุ้นเขียนไม่รัดกุมตั้งแต่แรก
บทความนี้เจาะเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพที่กำลังมองหา legal services for startups และยังไม่แน่ใจว่าควรจ้างใคร ทำอะไรก่อนหลัง และอะไรคือจุดที่คนมักพลาดมากที่สุด
งานกฎหมาย five อย่างที่สตาร์ทอัพต้องมีก่อนระดมทุนรอบแรก
งานที่นักลงทุนหรือ VC ไทยจะขอดูก่อนเซ็น term sheet มีอยู่ไม่กี่อย่าง แต่ทุกอย่างต้องเรียบร้อยและสอดคล้องกัน นักกฎหมายที่ดีจะเริ่มจากตรวจว่าหุ้นในบริษัทตรงกับที่ตกลงกันจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ส่วนต่างไปโผล่ตอน due diligence
สัญญาผู้ถือหุ้นและข้อตกลงระหว่างผู้ร่วมก่อตั้ง
สัญญาผู้ถือหุ้นคือเอกสารที่กำหนดว่าใครตัดสินใจอะไรได้ ออกหุ้นเพิ่มได้เมื่อไหร่ และถ้าผู้ร่วมก่อตั้งคนหนึ่งลาออกกลางทาง เงินลงทุนและหุ้นจะจัดการอย่างไร กรณีที่เจอบ่อยคือมหา'ลัยเพื่อนสองคนตกลงกันด้วยวาจาว่าแบ่ง 50/50 แต่ฝ่ายหนึ่งลงแรงมากกว่าอีกฝ่ายเท่าตัว พอมีปัญหาก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ให้อ้างอิง
ข้อควรระวังทางกฎหมายคือข้อจำกัดการถือหุ้นของคนต่างชาติ หากสตาร์ทอัพมีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นชาวต่างชาติและประกอบธุรกิจที่ไม่อยู่ในบัญชีที่อนุญาตตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โครงสร้างหุ้นอาจต้องปรับก่อนจดทะเบียน ไม่ใช่หลังจากนั้น
สัญญาจ้างพนักงานและสัญญาที่ปรึกษา
สัญญาจ้างควรระบุเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่พนักงานสร้างขึ้นระหว่างทำงานให้ชัดเจน รวมถึงข้อตกลงไม่เปิดเผยความลับและข้อห้ามแข่งขันหลังออกจากงาน ซึ่งต้องอยู่ในกรอบที่กฎหมายแรงงานไทยยอมรับ หากเขียนเกินกรอบ ข้อนั้นอาจตกไปทั้งข้อและใช้บังคับไม่ได้เลย
เลือกที่ปรึกษาอย่างไรให้คุ้มและตรงงาน
สำนักงานกฎหมายในไทยแบ่งคร่าว ๆ เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นสำนักงานใหญ่ที่รับงานองค์กรขนาดใหญ่ คิดค่าบริการรายชั่วโมงตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป เหมาะกับดีลระดมทุนที่มีมูลค่าสูง กลุ่มที่สองเป็นสำนักงานขนาดกลางที่รับงานสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ มักคิดเป็นแพ็กเกจรายเดือนหรือรายดีล ซึ่งคุ้มที่สุดสำหรับทีมที่ยังไม่มีงบกฎหมายประจำ กลุ่มที่สามเป็นฟรีแลนซ์นักกฎหมายที่ราคาต่ำกว่าแต่ขอบเขตงานจำกัด
ก่อนเซ็นสัญญาจ้าง ควรถามตรง ๆ ว่าค่าบริการครอบคลุมอะไรบ้าง โดยเฉพาะการเจรจากับนักลงทุน การตรวจสัญญา และการแก้ไขเอกสารหลายรอบ เพราะค่าใช้จ่ายที่บานปลายมักมาจากงานที่ไม่ได้ระบุไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่จากอัตรารายชั่วโมง
อีกจุดที่พลาดบ่อยคือการเลือกที่ปรึกษาที่ไม่เชี่ยวชาญธุรกิจเทคโนโลยีเลย ถามถึงประสบการณ์กับการระดมทุนแบบ SAFE หรือ convertible note และขอดูตัวอย่างเอกสารที่เคยร่างให้ลูกค้ารายอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งจะบอกได้มากกว่าชื่อสำนักงาน
ข้อผิดพลาดที่ทำให้สตาร์ทอัพเสียเงินก้อนใหญ่
การโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีส่วนตัวของผู้ก่อตั้งแทนที่จะเข้าบัญชีบริษัท เป็นปัญหาที่เจอบ่อยมากในสตาร์ทอัพช่วงเริ่มต้น ผลคือเงินนั้นกลายเป็นรายได้ส่วนบุคคลที่ต้องเสียภาษี และเมื่อนักลงทุนจะลงทุนก็ต้องมีการปรับโครงสร้างย้อนหลังซึ่งยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง
อีกกรณีคือการละเลยการยื่นงบการเงินประจำปีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากรให้ตรงเวลา แม้บริษัทจะยังไม่มีรายได้ก็ตาม ค่าปรับสะสมไปเรื่อย ๆ และเอกสารที่ค้างจะกลายเป็นอุปสรรคตอนขอสินเชื่อหรือตอนขายกิจการ
สุดท้ายคือการเซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหญ่โดยไม่ตรวจข้อจำกัดความรับผิด ถ้าบริการล่มและลูกค้าเรียกร้องค่าเสียหายเกินกว่ามูลค่าสัญญาหลายเท่า ข้อจำกัดความรับผิดที่เขียนไว้ไม่รัดกุมอาจช่วยอะไรไม่ได้เลย การให้ทนายตรวจสัญญาก่อนเซ็นใช้เวลาไม่กี่วันแต่ป้องกันความเสี่ยงที่อาจทำให้บริษัทปิดตัวได้
สำหรับทีมที่เพิ่งเริ่มและยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน การปรึกษาแบบชั่วโมงเดียวเพื่อวางแผนงานกฎหมายทั้งปีมักคุ้มกว่าการจ้างทำเอกสารทีละฉบับ เพราะได้เห็นภาพรวมว่าอะไรควรทำก่อนและอะไรเลื่อนได้
